NOTE! This site uses cookies and similar technologies.

If you not change browser settings, you agree to it.

I understand

SDGs for All

SDGs for All is a joint media project of the global news organization International Press Syndicate (INPS) and the lay Buddhist network Soka Gakkai International (SGI). It aims to promote the Sustainable Development Goals (SDGs), which are at the heart of the 2030 Agenda for Sustainable Development, a comprehensive, far-reaching and people-centred set of universal and transformative goals and targets. It offers in-depth news and analyses of local, national, regional and global action for people, planet and prosperity. This project website is also a reference point for discussions, decisions and substantive actions related to 17 goals and 169 targets to move the world onto a sustainable and resilient path.

แพทย์ชาวไทยสร้างแนวทางรอบด้านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โดย Kalinga Seneviratne

จันทบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (IDN) – นายแพทย์ท่านหนึ่งผู้มีความกระตือรือร้นและเต็มไปด้วยจิตสำนึกต่อสังคมในชุมชนเกษตรกรรมในชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย กำลังร่วมมือกับโรงเรียนสำหรับเด็กด้อยโอกาส โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิที่ก่อตั้งโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชธิดาลำดับที่สองในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่เสด็จสวรรคตในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559

โรงเรียนแห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในสาขาการแพทย์ ผ่านสายอาชีพที่แหวกแนวซึ่งมอบแนวทางที่รอบด้านเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGS).

หลังจบการสาธิตที่โรงเรียนซึ่งนำโดยลูกศิษย์วิชานวดแผนไทยที่เป็นเอกลักษณ์ที่นายแพทย์ท่านนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อรักษาโรคที่เรียกกันว่า ‘ออฟฟิศซินโดรม’ (ปัญหาบริเวณคอและไหล่อันเนื่องมาจากการนั่งทำงานที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน) นพ. พูลชัย จิตอนันตวิทยา ผู้อำนวยการแพทย์แห่งวิสาหกิจสุขภาพชุมชน ได้กล่าวกับ IDN ว่า “ผมมีลูกศิษย์เป็นชาวม้ง (ชาวเขา) ทั้งหมดหกคนครับ ครอบครัวของพวกเขามีความสุขมาก ถ้าพวกเขาต้องอยู่ที่นี่ (อยู่ในเขา) พวกเขาจะเป็นเพียงคนงานในไร่ข้าวโพด แต่ถ้าเป็นที่นี่ พวกเขาจะสามารถหาความรู้ เพิ่มความภูมิใจในตนเอง และสักวันหนึ่งอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก็ได้ครับ”

“เมื่อดิฉันได้รับการฝึกอบรม ดิฉันจะได้รับโอกาสในการมีอาชีพมากขึ้นค่ะ” หนึ่งในลูกศิษย์ของเขา คุณเนตรยา เจนลินดา อายุ 17 ปี กล่าวกับ IDN “ในระหว่างนั้น ดิฉันก็ช่วยเหลือผู้ที่เจ็บป่วยได้อีกด้วย” และเสริมอีกว่าวันหนึ่งเธออยากจะเป็นหมอ

ศาสตราจารย์กมลรัฐ อินทรทัศน์ ผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาให้กับโครงการโรงเรียนอัจฉริยะและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารและการพัฒนา (CCDKM) ซึ่งได้ฟังบทสัมภาษณ์อยู่ด้วยกล่าวขึ้นว่า “ดิฉันรู้สึกแปลกใจที่เธอบอกว่าอยากเป็นหมอค่ะ ปกติแล้ว เด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาศจะไม่กล้าพูดแบบนั้น โครงการนี้ทำให้เธอมีความมั่นใจในตัวเอง”

นพ. พูลชัย ได้อธิบายถึงการนวดแผนไทยในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาโดยกล่าวว่า นี่เป็นการผสานภูมิปัญญาการนวดแผนโบราณของไทยเข้ากับความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ โดยเฉพาะศาสตร์ที่เกี่ยวกับหัวใจ เนื่องด้วยเขานั้นเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคหัวใจ

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงได้ศึกษาเรื่องกระบวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และพบว่ากล้ามเนื้อคือส่วนที่ทำให้ผู้คนมีความตึงเครียดและทำให้ร่างกายหลั่งสารอะดีนีนจนเกิดความรู้สึกเมื่อยล้า “ทั้งหมดนั่นสามารถย้อนกลับได้โดยการยืดเส้นและกดจุด (การนวด) ในจุดกดเจ็บตามร่างกายของคุณครับ จากนั้นสมองจะสั่งงานกลับกัน” เขาอธิบาย

“เหมือนกับว่า ถ้าคุณเป็นผู้ที่นั่งสมาธิจนมีความชำนาญ คุณจะสามารถทำให้ร่างกายทุกส่วนผ่อนคลายได้ระหว่างที่ทำสมาธิ ... แต่มีน้อยคนที่ทำเช่นนั้นได้ ฉะนั้น ผมจึงได้คิดค้นการบำบัดแบบนี้ขึ้นเพื่อเลียนแบบผลลัพธ์ที่ว่านั้น เพื่อที่จะผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึง เราเรียกว่าเป็นการซ่อมบำรุงร่างกายมนุษย์ครับ”

ในระหว่างที่อบรมเหล่าแพทย์เฉพาะทางวัยเยาว์ของเขานั้น เขาต้องค่อย ๆ ถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์นี้ให้กับลูกศิษย์อย่างช้า ๆ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาต้องมีเด็กหนุ่มสาวที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเพื่อที่จะปฏิบัติการนี้

ผู้คนมากมายเดินทางมาที่โรงเรียนในวันเสาร์และวันอาทิตย์เพื่อทำตัวเป็นหุ่นจำลองให้เหล่านักเรียนได้ฝึกฝนทักษะที่ตัวเองได้เรียนรู้ ในบางครั้งนักเรียนก็ไปที่ตลาดในหมู่บ้านเพื่อให้บริการเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ส่งนักเรียนจำนวน 20 คนไปให้บริการนวดที่งานกาชาดซึ่งจัดขึ้นในเมืองเป็นเวลาเก้าวันอีกด้วย

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 48 อันเป็นสถานศึกษาของนักเรียนเหล่านี้นั้นมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 548 คน และเป็นโรงเรียนประจำแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เนื่องจากเด็ก ๆ ที่ศึกษาจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 นั้นมาจากครอบครัวที่ยากไร้ หลายคนนั้นไม่มีพ่อแม่ บางคนเคยเป็นคนติดยาหรือเป็นเด็กติดเกม บางคนเคยตกเป็นเหยื่อของการค้าประเวณีเด็ก และ 80 เปอร์เซ็นต์มาจากครอบครัวไร้บ้าน

มูลนิธิของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้นได้สร้างและมอบเงินสนับสนุนแก่โรงเรียนที่มีลักษณะคล้ายกันนี้แล้วทั้งสิ้น 85 แห่งทั่วประเทศไทย ให้การเรียนการสอนแก่นักเรียนที่ด้อยโอกาสให้รู้จักการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ตนเองในอนาคต

คุณกมลรัฐอธิบายว่านโยบายของมูลนิธิช่วยเปิดโอกาสทางด้านระบบการศึกษาให้แก่เด็กที่ด้อยโอกาสในสองทาง “ทางแรกคือการฝึกอบรมทางการอาชีพ เนื่องจากหลาย ๆ คนนั้น เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมปลายแล้ว ไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยเนื่องจากต้องไปทำงาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระทัยให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะด้านไอซีทีเพื่อที่จะเป็นนักธุรกิจที่ชาญฉลาด ... ทางที่สองคือการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย”

คุณกมลรัฐชี้แจงว่า “ขั้นตอนแรกในการฝึกฝนทักษะทางไอซีทีคือเรื่องการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาสามารถใช้ทักษะทางไอซีทีในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้ ... ตั้งแต่เรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไปจนถึงการประชาสัมพันธ์และการโฆษณา ได้ทำการตลาดออนไลน์ด้วยตนเอง รู้จักตรวจคลังสินค้า ปรับปรุงแคตตาล็อก ตลอดจนถึงการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์ วิธีการโอนงานผ่านอินเทอร์เน็ต”

คุณกมลรัฐแนะว่า โครงการของ นพ. พูลชัย เป็นความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ของแนวคิดโรงเรียนอัจฉริยะ ซึ่งเป็นสถาบันการเรียนรู้ที่ดำเนินการสอนผ่านทางเทคโนโลยี เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนสำหรับยุคสารสนเทศ

“คนไทยเก่งในด้านการนวดค่ะ ความถนัดนี้ได้มาจากบรรพบุรุษของเรา ... นายแพทย์ท่านนี้พยายามบูรณาการความรู้ทางการแพทย์เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม ฝึกฝนเด็ก ๆ ให้รู้จักกับการนวดชนิดนี้ โดยจะให้เป็นการฝึกฝนที่ดำเนินการอย่างจริงจังในระดับการศึกษาและการอาชีพ ... เมื่อพวกเขาได้ประสบการณ์ตั้งแต่ในวัยเด็ก พวกเขาจะสามารถเป็นหมอนวดในระดับมืออาชีพได้ และแน่นอนว่านี่จะนำมาซึ่งความยั่งยืนค่ะ” เธอให้เหตุผล

ผู้อำนวยการโรงเรียน ดร. สุภาพร พาพักดี เห็นด้วยว่าการฝึกอบรมด้านการนวดนี้เพิ่มมิติใหม่ให้กับโครงการโรงเรียนอัจฉริยะของที่นี่

“ปกติแล้วดิฉันเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองค่ะ (แต่) พอดิฉันได้ช่วยคนอื่นแล้ว ตอนนี้ดิฉันมั่นใจขึ้นค่ะ” ธิดารัตน์ สิงห์ทอง เด็กที่เข้ารับการฝึกอบรมวัย 17 ปีอีกคนหนึ่งกล่าว “ดิฉันอยากเป็นพยาบาลในกองทัพเรือค่ะ” เธอเสริมขึ้น

นพ. พูลชัย กล่าวว่าสิ่งที่เขาสอนแก่เด็กนักเรียนของเขาเหล่านี้เป็นรูปแบบการสร้างรายได้แบบเคลื่อนที่ ซึ่งพวกเขาสามารถเดินทางไปหาผู้คนโดยการเปิดร้านตามสถานีรถไฟในเมือง หรือตามสนามบินในพื้นที่ซึ่งสามารถให้บริการได้ภายใน 10 นาที ในเวลาแปดชั่วโมง พวกเขาจะสามารถรักษาคนได้ถึง 40 คนต่อวัน ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้อย่างมาก

“โรคออฟฟิศซินโดรมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก และผมหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะสามารถส่งนักบำบัดมืออาชีพไปเข้าร่วมโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้ครับ” เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่เชื่อมั่น

นพ. พูลชัย กล่าวว่าตนเองนั้นเป็น “หมอคนจน” เขาไม่ได้ทำโครงการนี้เพื่อให้รวยขึ้น แต่เขาต้องการนำรายได้ในอนาคตที่เกิดขึ้นจากโครงการของเขานี้ไปใช้แก้ปัญหาภัยพิบัติในระบบนิเวศที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในชุมชนที่เป็นบ้านเกิดของเด็ก ๆ เหล่านี้ [IDN-InDepthNews – 19 มกราคม 2561]

* IDN-INPS ขอแสดงความขอบคุณทาง CCDKM และศาสตราจารย์กมลรัฐ อินทรทัศน์ ที่ให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการมาเยี่ยมชมโครงการโรงเรียนอัจฉริยะ

Newsletter

Striving

Striving for People Planet and Peace 2018

Mapting

MAPTING

Fostering Global Citizenship

Partners

 


Please publish modules in offcanvas position.