NOTE! This site uses cookies and similar technologies.

If you not change browser settings, you agree to it.

I understand

SDGs for All

SDGs for All is a joint media project of the global news organization International Press Syndicate (INPS) and the lay Buddhist network Soka Gakkai International (SGI). It aims to promote the Sustainable Development Goals (SDGs), which are at the heart of the 2030 Agenda for Sustainable Development, a comprehensive, far-reaching and people-centred set of universal and transformative goals and targets. It offers in-depth news and analyses of local, national, regional and global action for people, planet and prosperity. This project website is also a reference point for discussions, decisions and substantive actions related to 17 goals and 169 targets to move the world onto a sustainable and resilient path.

เมียนมาอาจสามารถเรียนรู้จากศรีลังกาในด้านการแก้ปัญหา “เบงกาลี”

โดย Jayasri Priyalal*

สิงคโปร์ (IDN) - วิกฤติโรฮีนจาและการไหลทะลักของผู้ลี้ภัยไปยังบังกลาเทศเป็นเรื่องพาดหัวข่าวในสื่อในปัจจุบันนี้ ในฐานะที่เป็นชาวศรีลังกา ฉันสามารถสังเกตถึงความคล้ายคลึงกันของความขัดแย้งของการไร้สัญชาติซึ่งเกิดขึ้นในศรีลังกาเมื่อก่อนและในเมียนมาในปัจจุบันนี้ และวิธีการแก้ไขปัญหาของศรีลังกากับอินเดียสามารถเป็นเค้าโครงให้เมียนมาทำตามได้

ในปี 1948 เมื่อศรีลังกาได้รับอิสรภาพจากสหราชอาณาจักร ในชาติที่เป็นเกาะนี้มีชาวทมิฬซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ชาวทมิฬอินเดีย” ประมาณหนึ่งล้านคนหลงเหลืออยู่ในศรีลังกา พวกเขาถูกนำตัวมายังศรีลังกาจากอินเดียใต้จากกลุ่มวรรณะจัณฑาลเพื่อมาทำงานในไร่ชาซึ่งก่อตั้งบนพื้นที่ที่ชาวอังกฤษได้ยึดจากชาวไร่ชาวนาชาวสิงหลซึ่งปฏิเสธที่จะทำงานในไร่สวนเหล่านั้น ดังนั้นการมาถึงของชาวทมิฬจึงได้สร้างความไม่พอใจให้ชาวสิงหล ชาวอังกฤษได้สร้างชุมชนของคนไร้สัญชาติซึ่งไม่ใช่ทั้งประชากรอินเดียหรือศรีลังกา

การไร้สัญชาติจึงได้สร้างความสิ้นหวังและความไร้กำลังต่อทุกคนไม่ว่าเขาจะมีสถานะทางเศรษฐกิจของอย่างไร ความไม่แน่นอนที่เกิดจากสถานการณ์เช่นนี้ได้นำความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจบอกกล่าวได้มายังผู้ที่ตกอยู่ในความขัดแย้ง คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ยากจนและอนาถาดังที่เห็นในสถานการณ์ที่ตึงเครียดระหว่างเมียนมาและบังกลาเทศ

สื่อรายงานว่ากองทัพเมียนมาอยู่เบื้องหลังความโหดร้ายทั้งหมดซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงซึ่งมุ่งเป้าไปยังชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ รัฐบาลเเมียนมาตอบสนองโดยการอ้างว่าพวกเขาเป็นพวกหัวรุนแรงมุสลิมที่มีชื่อเรียกว่ากองทัพ Arkhine Rohingya Salvation Army (ARSA) ซึ่งทำร้ายตำรวจใน 35 แห่งและค่ายทหารหนึ่งแห่งในชายแดนเมียนมา-บังกลาเทศเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2017 ในวันที่คณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐยะไข่ซึ่งมี โคฟี แอนนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติเป็นหัวหน้ามีแผนการที่จะเปิดเผยรายงานระหว่างกาล ตามที่กล่าวอ้างโดยรัฐบาลเมียนมา การปราบปรามของทหารเริ่มต้นขึ้นเพื่อปกป้องประชาชนทั้งหมดในยะไข่ ซึ่งรวมถึงชาวเบงกาลีที่อาศัยอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชภายใต้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

สื่อและกลุ่มล็อบบี้ได้ตำหนิ ออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐพม่าซึ่งไม่ดำเนินการใด ๆ ในการป้องกันการ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ตามที่ได้รับการบันทึกในตำราเรียน คำตำหนิและการวิจารณ์เป็นสองกระบวนการที่โดยปกติแล้วใช้เพื่อเรียกร้องความสนใจและทำให้เรื่องราวเป็นปัญหา เพื่อทำให้เรื่องราวน่าสนใจในการตีพิมพ์เป็นข่าวและดึงดูดความสนใจเพื่อเรียกร้องความเห็นใจของสาธารณะ แต่ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างวิธีการทางด้านอารมณ์และเหตุผลเพื่อหาวิธีการแก้ไขที่ยั่งยืนสำหรับปัญหาที่มีรากมาจากการปกครองแบบอาณานิคม

หากสังเกตถึงระยะเวลาของการโจมตีของ ARSA นอกเหนือจากการเปิดตัวรายงานของโคฟี แอนนัน ยังมีการเยือนเมียนมาของนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทระ โมทีและแคมเปญของสื่อระหว่างประเทศในการต่อต้านนางซูจีที่ไม่ตอบสนองและดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาก่อนหน้าการเยือนเพื่อแสดงปาฐกถาในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ผู้ที่วิจารณ์เธอและกลุ่มล็อบบี้ด้านสิทธิมนุษยชนต่างตำหนิเธอที่เธอยังคงไม่ปริปากในขณะที่ที่ปรึกษาแห่งรัฐไม่ตอบสนองต่อความกดดันใด ๆ

ในประวัติศาสตร์นั้น มีการแบ่งแยกที่น่าอับอายสามครั้งในศตวรรษที่ 20 โดยผู้ครองอาณานิคมที่เป็นต้นเหตุของการแข่งขันและการก่อการร้ายที่ส่งผลให้เกิดสงครามและความทุกข์ทรมานของมนุษยชาติที่มิอาจเล่าได้จนกระทั่งถึงวันนี้ หนึ่ง: การแบ่งแยกอินเดียและปากีสถานเมื่อ 15 สิงหาคม 1947 สอง: การแบ่งแยกเมื่อ 15 พฤษภาคม 1948 ระหว่างชาวอาหรับและชาวยิวและการก่อตั้งรัฐอิสราเอล สาม: การแบ่งแยกของพม่าจากอินเดียในปีเดียวกัน (1948) นี่คือประวัติศาสตร์

การแบ่งแยกทางภูมิศาสตร์การเมืองเหล่านี้สร้างความยากลำบากในการแบ่งแยกอย่างมากมาย พร้อมทั้งความรู้สึกของการไร้สัญชาติและการขาดความเป็นเจ้าของในกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ภายในเขตแดนที่รายล้อมด้วยความขัดแย้ง โดยบ่อยแล้ว ความเชื่อในตำนาน ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนถูกใช้เพื่ออ้างว่าการแบ่งแยกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและทำให้เกิดการล็อบบี้ความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อให้เหตุผลของความลำบากในด้านอิสรภาพและเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

ศรีลังกา (ซีลอนในขณะนั้น) และเมียนมา (พม่าในขณะนั้น) จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายของการมอบสัญชาติให้แรงงานตามสัญญาซึ่งถูกพาเข้ามาในฐานะแหล่งแรงงานราคาถูกเพื่อทำงานในไร่สวนที่ก่อตั้งโดยชาวอังกฤษระหว่างการปกครองแบบอาณานิคม

แรงงานตามสัญญาเป็นวิธีการทางเลือกในการแทนที่แรงงานทาสโดยผู้ครองอาณานิคมที่ดำเนินการอย่างเป็นมืออาชีพ โดยการนำตัวครอบครัวของแรงงานหรือที่เรียกว่า “Coolies” และให้พวกเขาเซ็นสัญญาที่เขียนในภาษาอังกฤษและให้พวกเขายินยอมโดยการลงลายนิ้วมือ ไม่มีใครในกลุ่มนั้นทราบว่ามีอะไรเขียนอยู่ในสัญญา พวกเขาได้รับการรับประกันว่าจะมีงานแต่ไม่ทราบว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ใดและจะออกเดินทางเมื่อใด

แรงงานหลาย ๆ คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียไม่ทราบเลยว่าพวกเขาจะไม่ได้กลับบ้านและกลายเป็นพลเมืองไร้สัญชาติในสถานที่ที่ห่างไกล เช่น ในหมู่เกาะแคริบเบียน เช่น ฟิจิ โดยทำงานในไร่อ้อย หรือในสถานที่ใกล้ ๆ เช่น พม่าหรือซีลอน กลุ่มของแรงงานตามสัญญาเหล่านี้ได้เพิ่มสองคำในภาษาทมิฬที่ขึ้นต้นด้วยตัว ‘C’ ไปยังภาษาอังกฤษ สองคำนี้คือ CURRY และ COOLIES โชคดีที่ได้มีการแก้ไขปัญหาการไร้สัญชาติในหลาย ๆ เขตเศรษฐกิจไร่สวนของอาณานิคมเหล่านี้ แต่ยังมีความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มน้อยและชนกลุ่มใหญ่เพื่อแสวงหาอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่

สถานการณ์ด้านการไร้สัญชาติของแรงงานตามสัญญาชาวอินเดียที่ทำงานในไร่สวนชาในศรีลังกาได้รับการแก้ไขในปี 1964 โดยข้อตกลงระหว่าง Lal Bahadur Shastri นายกรัฐมนตรีอินเดียและ Sirimavo Bandaranaike นายกรัฐมนตรีศรีลังกาในขณะนั้น ทั้งสองประเทศตกลงที่จะรับพลเมืองที่ไร้สัญชาติผ่านทางการส่งกลับและมอบสัญชาติ ปัญหาด้านการไร้สัญชาติได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ก่อนปี 1980 แต่ในศรีลังกา ยังมีหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชนกลุ่มชายขอบเหล่านี้ในไร่สวน

เช่นเดียวกัน บังกลาเทศและเมียนมาได้บรรลุข้อตกลงในปี 1993 แต่รัฐบาลบังกลาเทศพบความยากลำบากในการทำงานร่วมกับรัฐบาลทหารเผด็จการในเมียนมา เราควรยินดีกับคำแถลงที่กล่าวโดยนางซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมาระหว่างการปาฐกถาของเธอเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2017 ซึ่งบ่งบอกถึงการรับชุมชนโรฮีนจาที่ชอบด้วยกฎหมายกลับไปยังรัฐยะไข่

เช่นเดียวกัน ควรมีการให้เครดิตต่อนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ชีค ฮาสินา สำหรับการต้อนรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อชาวโรฮีนจาและมอบการสนับสนุนและการดูแลต่อผู้ลี้ภัยซึ่งอาศัยอยู่ในค่ายชั่วคราวใน Cox Bazar ภายใต้สภาพที่ยากลำบาก

ดังนั้น องค์กรระหว่างประเทศควรกระตุ้นให้รัฐบาลทั้งในบังกลาเทศและเมียนมาแก้ไขปัญหาผ่านการสนทนาและการหารือ เช่นเดียวกับที่อินเดียและซีลอนกระทำในข้อตกลงในปี 1964

การแสดงให้เห็นว่าความรุนแรงเป็นวิธีการสนับสนุนการก่อการร้ายจากทั้งสองฝ่ายนั้นจะส่งผลร้าย เนื่องจากปัญหานี้จะสร้างความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมในด้านความเชื่อทางศาสนาและชุมชน เราต้องมองว่านี่คือปัญหาในการมอบมนุษยธรรมให้แก่การไร้สัญชาติและความหมดหวังที่ทำให้เกิดสภาพเศรษฐกิจที่ยากจน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันนี้คือชะตากรรมของผู้ลี้ภัยที่เดินทางข้ามเขตแดนแอฟริกาเพื่อไปยังยุโรปในฐานะผู้อพยพ

การวินิจฉัยปัญหาอย่างถูกต้องนั้นเป็นครึ่งหนึ่งของการแก้ปัญหา หากว่ามีการพบสาเหตุและผลลัพธ์ที่ได้รับการสนับสนุนโดยข้อเท็จจริง สตรีซึ่งมีอำนาจทั้งสองท่านในบังกลาเทศและเมียนมามีความสามารถในการหาวิธีแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่พร้อมทั้งวิธีที่สมเหตุสมผลในการสร้างสันติสุขและความเจริญอย่างยั่งยืนในประเทศของตน สิ่งที่จำเป็นนั้นคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนและไม่นำไปสู่การกระทำโดยใช้อารมณ์หรือปฏิกิริยาที่กระพือการแบ่งแยกโดยอยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างด้านเชื้อชาติและศาสนา

*ผู้เขียนเป็นผู้อำนวยการระดับภูมิภาคด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร UNI Global Union Asia-Pacific ในสิงคโปร์ [IDN-InDepthNews – 25 กันยายน 2017]

ภาพ: ค่ายผู้ลี้ภัย Kutupalong ใน Cox's Bazar บังกลาเทศ ค่ายนี้เป็นหนึ่งในสามค่ายที่ชาวโรฮีนจามากถึง 300,000 คนซึ่งหนีความรุนแรงระหว่างชุมชนในพม่าอาศัยอยู่ เครดิต: วิกิมีเดียคอมมอนส์

 

Newsletter

Striving

Striving for People Planet and Peace 2018

Mapting

MAPTING

Fostering Global Citizenship

Partners

 


Please publish modules in offcanvas position.